วันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2554

แก้วน้ำกับความกดดัน


นักพูดท่านหนึ่งได้กล่าวไว้ในการพูดของเขาครั้งหนึ่งถึงเรื่อง "การจัดการกับความกดดัน" เขาได้ยกน้ำขึ้นมาหนึ่งแก้วแล้วถามผู้ฟังว่า คุณคิดว่าแก้วนี้น่ะหนักมั้ย???... มันก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าคุณถือมันนานแค่ไหน

ก็ถ้าถือซักนาทีนึง...มันก็ยัง ok นะถ้าคุณถือจนชั่วโมงนึง...นั้นก็จะทำให้ปวดแขนได้แต่ถ้าถือไว้ซักวันนึงล่ะ...ทีนี้คุณจะต้องเรียกรถพยาบาลแน่ ๆมันก็น้ำหนักเท่าเดิมแหละนะ ...แต่ว่ายิ่งถือไว้นานเท่าไหร่ก็ยิ่งหนักเท่านั้น ถ้าคุณแบกภาระนั้นไว้ตลอดเวลาไม่ช้าก็เร็วเราก็จะไม่สามารถที่จะแบกรับมันได้อีกแล้วภาระนั้นก็จะเพิ่มขึ้นสิ่งที่คุณต้องการจะทำก็คือวางแก้วลงผ่อนคลายสักครู่แล้วค่อยถือมันอีกครั้ง เราต้องปล่อยวางภาระต่าง ๆ บ้าง แล้วเราจะได้รู้สึกสดชื่นขึ้นเพื่อที่จะสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้เมื่อกลับบ้านแล้วจงวางภาระต่าง ๆ ที่ ๆ ทำงานไว้ อย่าแบกภาระนั้นกลับไปด้วย เพราะยังไงก็สามารถจะแบกมันได้อีกครั้งในวันพรุ่งนี้ พัก และ ผ่อนคลายเสียบ้างดีที่สุดคือหยุดใจ

"คนเราบางครั้งไม่สามารถ เปลี่ยนทิศทางลมได้ แต่เราสามารถปรับใบเรือได้..."

ที่มา mitclub.net



วันศุกร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2554

อย่าดีใจ อย่าเสียใจ

มีนิทานของชาวจีนเรื่องหนึ่งเล่าว่า.... สามีภรรยาคู่หนึ่งอาศัยอยู่ในชนบทกับท่านผู้เฒ่าท่านหนึ่ง และมีม้าฉลาดแสนรู้อีกตัวหนึ่ง ทั้งสองสามีภรรยารักม้าตัวนี้มาก วันหนึ่งม้าหนีไป ทั้งสามีภรรยาเสียใจมาก ท่านผู้เฒ่าก็ได้ปลอบใจว่า "อย่าเสียใจเลย เพราะชีวิตนี้ไม่แน่" เวลาผ่านไปหลายวัน ม้าตัวนั้นก็กลับมาที่บ้าน แต่คราวนี้ได้พาแฟนมาด้วย เป็นม้าป่าอีกตัวหนึ่ง สามีภรรยาต่างก็ดีใจมาก แต่ท่านผู้เฒ่าก็บอกว่า... "อย่าเพิ่งดีใจ เพราะชีวิตนี้ไม่แน่" ต่อมาวันหนึ่ง สามีพาม้าตัวใหม่มาหัดขี่เล่นไปรอบๆ บ้าน ม้ายังไม่เชื่องดี จึงยังไม่สามารถบังคับได้ดังใจ ม้าพาวิ่งลอดเข้าไปใต้ถุนบ้าน ตัวเขาชนกระแทกเข้ากับตัวบ้านอย่างแรง ตกลงมาพิการแขนขาหัก ทั้งสามีภรรยาต่างก็เสียใจกับเหตุการณ์นี้มาก ท่านผู้เฒ่าก็ปลอบว่า... "อย่าเสียใจ เพราะชีวิตนี้ไม่แน่" ต่อมาเกิดสงครามขึ้น ชายฉกรรจ์ในหมู่บ้านถูกทางราชการเกณฑ์ไปเป็นทหารทุกคน สามีได้รับการยกเว้นเนื่องจากเป็นคนพิการ การสู้รบเป็นไปอย่างรุนแรง ทำให้ทหารตายเกือบหมด สามีภรรยาก็ดีใจที่ตัวเองไม่ต้องไปเสียชีวิตในการสงครามครั้งนี้... นิทานเรื่องนี้สอนเราว่า...บางครั้งเราอาจเกิดความรู้สึกว่า เราได้สูญเสียมากมาย...เราเสียเปรียบน่าเสียใจ... แต่เมื่อเวลาผ่านไปแล้ว เราอาจจะเห็นว่า สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่น่าเสียใจอะไรมาก อาจจะกลับกลายเป็นสิ่งที่ดีก็ได้ บางสิ่งบางอย่างที่เรารู้สึกว่าดี แต่เมื่อเวลาผ่านไปแล้ว สิ่งเหล่านี้ก็อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีก็ได้ มันก็กลับไปกลับมาอยู่อย่างนั้น เป็น "อนิจจัง" ไม่แน่นอนจริงๆ เราจึงควรทำความเข้าใจกับเรื่องของ "ความไม่แน่นอน" และรู้จัก "ปล่อยวาง"


Three in One

"ผมถูกใส่ร้าย ผมไม่ได้ขโมยเงินในหอพระ
แต่ผมเข้าไปปัดกวาดเช็ดถูบ่อยๆ ทุกคนก็หาว่าผมเป็นขโมย ไม่มีใครเชื่อผมเลย ฮือ ฮือ"
หลวงตานั่งลงข้างๆ พยักหน้าเข้าใจแล้วสอนลูกศิษย์ว่า
"เจ้ารู้ไหมในตัวเรามีคนอยู่สามคน

คนแรกคือ คนที่เราอยากจะเป็น
คนที่สองคือ คนที่คนอื่นคิดว่าเราเป็น
คนที่สามคือ ตัวเราที่เป็นเราจริงๆ

ลูกศิษย์หยุดร้องไห้ นิ่งฟังหลวงตา
"คนเราล้วนมีความฝัน ความทะเยอทะยานอยาก
ตามประสาปุถุชนทั่วไป ไม่ใช่สิ่งเลวร้าย
บางครั้งความฝันก็เป็นสิ่งสวยงาม เป็นพลังที่ทำให้เราก้าวเดิน
ถ้าถึงจุดหมายเราก็จะรู้สึกว่าโลกนี้ช่างสว่างไสวสวยงาม
ดังนั้นเราควรมีความฝันไว้ประดับตน เพื่อเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงหัวใจ"
"มาถึงไอ้ตัวที่สอง จะเป็นเราแบบที่คนอื่นยัดเยียดให้เป็น บางครั้งก็ยัดเยียดว่าเราดีเลิศ
จนเราอาย เพราะจิตสำนึกเรารู้ดีว่ามันไม่จริงหรอก แต่เราก็ยิ้มรับ
แต่บางครั้งไอ้ตัวที่สองนี้ก็มหาอัปลักษณ์ จนไม่อยากจะนึกถึง ซ้ำร้ายยังเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
เพราะมันเป็นโลกในมือคนอื่น มันเป็นสิ่งแปลกปลอมที่คนอื่นยื่นให้"
"อย่างคนขับสิบล้อจอดรถอยู่ข้างทางเฉยๆ เช้ามาพบศพใต้ท้องรถ ก็ต้องขับรถหนี
ทั้งที่ศพนั้น ถูกรถชนตายอีกฝั่งแล้วดันถลามาใต ้ท้องรถ แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนขับสิบล้อ
บางคนก็ตัดสินไปแล้วว่าเขาเป็นฆาตกร"

คนที่ชอบนินทานั้นมองคนอื่นด้วยใจที่หยาบช้า ไร้วิจารณญาณ ใจแคบ
มองคนอื่นผ่านกระจกสีดำแห่งใจตัวเอง คนเหล่านี้มีอยู่ทั่วไปในสังคม
เจ้าต้องจำไว้นะ ทุกครั้งที่เราว่าคนอื่นเลว
คนอื่นไม่ดี ก็เท่ากับเราประจานความมืดดำในใจตัวเองออกมา
เห็นสิ่งไม่ดีของใครจงเตือนตัวเองว่าอย่าทำ อย่าเลียนแบบ
นั่นแหละวิถีของนักปราช?์ ถ้าเอาไปว่าร้ายนินทาเรียกว่าวิถีของคนพาล"
"แล้วเราต้องทำตัวอย่างไรละครับในเมื่อเราต้องเจอคนเหล่านั้นเรื่อยๆ"

ลูกศิษย์หยุดร้องไห้แล้ว เริ่มสนทนาโต้ตอบหลวงตา
"เจ้าต้องทำความเข้าใจจิตใจมนุษย์
เรียนรู้ว่าความเข้าใจผิดเกิดขึ้นได้
เราห้ามใจใครไม่ได้ สิ่งใดที่เราไม่ได้ทำ
ไม่ได้คิด ไม่ได้เป็น แต่คนอื่นคอยยัดเยียดให้เรา
เราก็ไม่ควรให้ความสำคัญ เพราะเราสัมผัสได้ว่าสิ่งนั้นไม่มีอยู่จริง
ใจเราควรสงบนิ่ง ใจคนอื่นต่างหากที่ควรซักฟอกให้ขาวสะอาดกว่าที่เป็นอยู่
เขาเหล่านั้นเป็นบุคคลที่น่าสงสารมีเวลามองคนอื่น
แต่ไม่มีเวลามองตัวเอง จงแผ่เมตตาให้เขาไป เข้าใจใช่ไหม"

"เข้าใจครับหลวงตา" เด็กน้อยยิ้มมีความสุขอีกครั้ง