บทนำ
ก่อนจะเขียนบทความนี้เผอิญได้ชมรายการในโทรทัศน์ของประเทศไทยรายการหนึ่งซึ่งมีนักวิชาการ,นักปรัชญาทางศาสนา
และพระภิกษุร่วมให้ความคิดเห็นในรายการนั้นด้วย และก็มาสะดุดอยู่ประโยคหนึ่งซึ่งนักวิชาการท่านหนึ่งกล่าวว่า“ธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผ่านมาสองพันกว่าปีล้าสมัยแล้วไม่สามารถนำมาใช้ได้ในปัจจุบันได้”ทำให้ผู้เขียนรู้สึกตื่นตัวกับคำพูดที่ได้ยินจากนักวิชาท่านนั้นซึ่งเป็นนักวิชาการที่มีชื่อเสียงระดับประเทศด้วยและด้วยความที่ได้ศึกษาพระพุทธศาสนามา
จึงนึกถึงคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในบท กาลามสูตร[1]
ก็เลยทำให้ต้องพิสูจน์จึงมีความคิดว่าต้องค้นคว้าข้อมูลหาคำตอบมาเพื่อความกระจ่างแจ้งว่า จะเชื่ออย่างไหนดี ระหว่าง “ล้าสมัย” กับ “อกาลิโก” ของธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยความที่ ท่านอาจารย์สอนมาว่าถ้าจะค้นหาความเป็นจริงแล้วต้องเอาความเชื่อ ความศรัทธา วางไว้ก่อน เพื่อปรับความคิดให้เป็นกลางก่อนจะทำให้รับข้อมูลได้ทุกด้านเพื่อมาวิเคราะห์, สังเคราะห์และสรุปต่อไป ผู้เขียนจึงต้องทำตามหลักวิชาและค้นคว้าทั้งหมดทุกด้าน แต่ก็พบกับปัญหาตั้งแต่เริ่มค้นหาข้อมูล ในยุคโลกาภิวัตน์การค้นหาข้อมูลต่างมักจะเริ่มต้นที่ เวปไซต์กูเกิ้ล (www.google.com) เมื่อใช้คีย์เวิร์ด (Keyword)[2] ว่า “ธรรมะล้าสมัย” ก็พบว่า มีแต่ข้อความที่สื่อความหมายถึง ธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ล้าสมัย ทำให้หาข้อมูลเพื่อสนับสนุนว่า “ธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าล้าสมัย” ได้ยากมากๆ แต่ก็ต้องค้นหาผลเหตุกันต่อไป
ก็เลยทำให้ต้องพิสูจน์จึงมีความคิดว่าต้องค้นคว้าข้อมูลหาคำตอบมาเพื่อความกระจ่างแจ้งว่า จะเชื่ออย่างไหนดี ระหว่าง “ล้าสมัย” กับ “อกาลิโก” ของธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยความที่ ท่านอาจารย์สอนมาว่าถ้าจะค้นหาความเป็นจริงแล้วต้องเอาความเชื่อ ความศรัทธา วางไว้ก่อน เพื่อปรับความคิดให้เป็นกลางก่อนจะทำให้รับข้อมูลได้ทุกด้านเพื่อมาวิเคราะห์, สังเคราะห์และสรุปต่อไป ผู้เขียนจึงต้องทำตามหลักวิชาและค้นคว้าทั้งหมดทุกด้าน แต่ก็พบกับปัญหาตั้งแต่เริ่มค้นหาข้อมูล ในยุคโลกาภิวัตน์การค้นหาข้อมูลต่างมักจะเริ่มต้นที่ เวปไซต์กูเกิ้ล (www.google.com) เมื่อใช้คีย์เวิร์ด (Keyword)[2] ว่า “ธรรมะล้าสมัย” ก็พบว่า มีแต่ข้อความที่สื่อความหมายถึง ธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ล้าสมัย ทำให้หาข้อมูลเพื่อสนับสนุนว่า “ธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าล้าสมัย” ได้ยากมากๆ แต่ก็ต้องค้นหาผลเหตุกันต่อไป
ธรรมะ
ตามที่ศึกษาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือที่เรามักเรียกกันง่ายๆว่า
“ธรรมะ” โดยหลักสำคัญก็คือ
เป็นการสอนให้มุ่งสู่เป้าหมายคือการหลุดพ้นจากวัฏสงสารหรือวงจรแห่งการเวียนวายตายเกิดของมนุษย์และสรรพสัตว์
ซึ่งจะหลุดพ้นจากวัฏสงสารได้ก็ต้องหมดกิเลสแบบสิ้นเชื้อไม่เหลือเศษกันเลยทีเดียว ก่อนจะไปถึงเรื่องธรรมะหรือคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งเป็นประเด็นว่า
เป็นอกาลิโกอย่างที่ท่านผู้รู้ทั้งหลายว่าไว้หรือล้าสมัยอย่างที่ได้ยินจากนักวิชาการบางท่านกล่าวอ้างไว้
มาดูเรื่องของกิเลสว่าเป็นอย่างไรมีอะไรกันบ้าง
กิเลส[3] คือ สิ่งที่ทำใจให้เศร้าหมอง, ความชั่วที่แฝงอยู่ในความรู้สึกนึกคิด
ทำให้จิตใจขุ่นมัวไม่บริสุทธิ์
กิเลสมี ๓ ตระกูล[4]
ตระกูลราคะหรือโลภะ คือความกำหนัดยินดี รัก อยากได้ในคน สัตว์
สิ่งของหรืออารมณ์ที่น่าใคร่
ตระกูลโทสะ คือความไม่ชอบใจ ความคิดร้าย คิดทำลายผู้ที่ทำให้ตนโกรธ
ตระกูลโมหะ คือความหลง เป็นอาการที่จิตมืดมน ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี
ไม่รู้จักบุญบาป
กิเลส ทุกตระกูลเมื่อเข้าครอบครองใจของผู้ใดได้แล้ว
ย่อมทำให้ใจของผู้นั้นขุ่นมัวลงทันที การทำงาน ของใจทั้ง 4 ขั้นตอนก็วิปริตคลาดเคลื่อนไป คือ
- เห็น ไม่ตรงตามความเป็นจริง เหมือนภาพบนจอโทรทัศน์ที่ถูกคลื่นรบกวน
- จำ ผิดๆ ไขว้ๆ เขวๆ เลือนๆ ลางๆ สลับหน้าสลับหลังไม่ต่อเนื่องกัน
- คิด สับสนวุ่นวาย จากถูกกลายเป็นผิด ดีกลายเป็นชั่ว รักกลายเป็นชัง ตามข้อมูลที่จำมา
ผิดๆ เหล่านั้น
กิเลสเกิดขึ้นในโลกนี้ตั้งแต่เมื่อไร
ถ้าค้นอย่างใช้พุทธวิธี คือ การค้นหาจากแหล่งความรู้ภายในคือการทำสมาธิก็จะทำให้เกิดยถาภูตญาณทัศนะ (การรู้เห็นตามเป็นจริง)[5] แต่ในที่นี้ผู้เขียนยังไม่สามารถใช้วิธีดังกล่าวได้จึงค้นหากันแบบทางโลกซึ่งใช้วิธีสืบค้นข้อมูลจากประวัติศาสตร์จากตำราเรียน
จากหนังสือต่างๆ จากอินเตอร์เน็ต ก็พอจะสรุปโดยย่อได้ว่า มนุษย์ยุคโบราณยุคแรกๆนั้นเป็นกลุ่มเล็กๆ
ไม่อยู่เป็นที่จะอพยพไปเรื่อยๆหาแหล่งน้ำและอาหารไปเรื่อย ออกหาเผือก มัน ข้าว
ผลไม้ และล่าสัตว์ไปตามธรรมชาติเมื่ออาหารแหล่งใดเริ่มหมดลงก็ย้ายถิ่นไปหาแหล่งต่อไปเรื่อยๆเป็นเช่นนี้เป็นเวลายาวนานมากกระทั่งเริ่มมีลูกมีหลานเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
มีการเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตอย่างมาก คือมีการปักหลักสร้างที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่งเพราะเป็นกลุ่มใหญ่มากๆเริ่มอพยพไม่ไหวแล้ว
พฤติกรรมจากที่หาอาหารไปเรื่อยๆตามธรรมชาติก็ต้องเปลี่ยนมาเป็นเพาะปลูกทำการเกษตรไว้กินเอง
มีการเลี้ยงสัตว์ไว้เพื่อไม่ต้องออกล่าสัตว์ทุกวันอย่างแต่ก่อน นับเป็นการเริ่มต้นของการเกษตรของมนุษย์
เรียกว่า ยุคการเกษตร (the
age of agriculture) ซึ่งทฤษฎีคลื่น(สังคม)[6]ของทอฟเฟลอร์
(Alvin
Toffler) เรียกช่วงเวลาที่เปลี่ยนแปลงนี้ว่า คลื่นลูกที่หนึ่ง (First Wave) ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงของคลื่นลูกที่หนึ่งนี้เกิดจากการเข่นฆ่ากัน(โทสะ)
แย่งชิงพื้นที่ในการทำการเกษตรกัน(โลภะ) ผู้ที่มีกำลังมากกว่าก็จะชนะในที่สุด
จากยุคนั้นผ่านมาหลายพันปีช่วงศตวรรษที่ ๑๑ ถึง ๑๓ ก็เกิดสงครามครูเสด(Crusades) เป็นสงครามการแย่งดินแดนกันระหว่างชาวมุสลิมและชาวคริสต์ ต่อมาประมาณศตวรรษที่
๑๘ คลื่นลูกที่สอง (Second Wave) เริ่มเกิดขึ้นในช่วงนี้ใช้เวลาเปลี่ยนแปลงประมาณ
๑๐๐ ปี คือ มีการแปรรูปและผลิตสินค้าจำนวนมากๆ จึงเป็นยุคของอุตสาหกรรม ยุคนี้คนมีเงินมากเป็นผู้ชนะ
ใช้เงินขยายอาณาเขตได้ การเบียดเบียนความฟุ้งเฟ้อต่างๆจึงมีมากขึ้นตาม(โมหะ) ประมาณ
ปี ค.ศ.๑๙๕๕ มีการพัฒนา เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเครือข่ายโทรคมนาคม จนกลายเป็นระบบเศรษฐกิจใหม่
(New
Economyเรียกกันว่า เป็นคลื่นลูกที่สาม (Third Wave) เป็นยุคของข้อมูลข่าวสาร การใช้ความรู้(Knowledge)เข้ามาแทนที่การใช้กำลังและเงินเช่นในยุคคลื่นลูกที่หนึ่งและสองในยุคนี้ผู้ที่มีความรู้ก็สามารถประสบความสำเร็จได้โดยไม่ต้องอาศัยเงินทุนมากๆอย่างแต่ก่อน
เช่น มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก[7] เจ้าของเวปไซต์
facebook.com
ไม่ได้ใช้เงินทุนอะไรมากมายเพียงใช้ความรู้
ก็สามารถเป็นเศรษฐีหมื่นล้านได้ในช่วงเวลาแค่ ๓-๔ ปี และเจ้าของโดเมน(Domain)บางคนจดทะเบียนด้วยชื่อที่น่าจะมีมูลค่าได้
ลงทุนเพียงไม่กี่พันบาทก็สามารถเพิ่มมูลค่าได้ถึง ๕๐๐ กว่าล้านบาทได้ อย่างเช่น www.insure.com[8] แต่ในยุคแห่งความรู้เป็นใหญ่นี้ทำให้มุ่งเน้นไปทางเทคโนโลยีเพื่อสร้างรายได้มากกว่าการมุ่งเน้นทางด้านการพัฒนาจิตใจ จึงทำให้กิเลสเฟื่องฟูยิ่งกว่ายุคที่ผ่านๆมา
เพราะสร้างกิเลสไปล่อกิเลส ทำให้ได้ทรัพย์มาง่ายและมากขึ้น เวปไซด์ที่สร้างกิเลสและก่อให้เกิดปัญหาครอบและสังคมมีราคาที่สูงติดอันดับ
Top10 ของโลก เช่น Sex.com มีมูลค่าถึง ๔๐๐
กว่าล้านบาท Porn.com มีมูลค่าถึง ๓๐๐ กว่าล้านบาท
ย้อนดูกิเลสของมนุษย์ตั้งแต่ยุคแรกซึ่งอยู่ในยุคก่อนพุทธกาลนับหมื่นปีกระทั่งถึงปัจจุบัน
ก็จะพบว่ามนุษย์ทุกยุคมีกิเลส ๓ ตระกูลนี้อยู่ในใจซึ่งประกอบด้วย โลภะ โทสะ โมหะ ทุกยุคมนุษย์ก็มีการรบราฆ่าฟันกันก็เกิดจาก
กิเลสตระกูลโทสะ แต่การฆ่าฟันกันในยุคมนุษย์หินอาวุธที่ใช้ฆ่าฟันกันก็เป็นแค่มือเปล่า หิน หอกไม้ พอพัฒนาขึ้นก็มี ดาบ เป็นอาวุธ พอเข้าสู่ยุคที่เจริญขึ้นก็มีปืน เป็นอาวุธ ในปัจจุบันมนุษย์สามารถฆ่ามนุษย์ด้วยกันครั้งละเป็นหมื่นคนได้เพียงแค่กดปุ่มปล่อยขีปนาวุธนิวเคลียร์
ทุกยุคทุกสมัยมีการลักทรัพย์มีการฉ้อโกงอยากได้ของผู้อื่นมาครอบครอง ซึ่งก็เกิดจากกิเลสตระกูลโลภะ
ในยุคโบราณคนที่จะหลอกลวงกันจะต้องพบเจอพูดคุยกันจึงจะหลอกได้แต่ในยุคไอทีนี้สามารถหลอกลวงกันผ่านทางโทรศัพท์หรืออินเตอร์เน็ตได้เลยโดยไม่ต้องพบหน้ากัน
ซึ่งก็เกิดจากความโลภ ทุกยุคมีการประพฤติผิดในกาม
มีการดื่ม การเสพเครื่องดองของเมา มีการบูชาภูตผีปีศาจ เทพเจ้า ของขลังต่างๆนานา
ก็มาจากกิเลสตระกูล โมหะ ซึ่งจะพูดได้ว่ากิเลสทั้ง ๓ ตระกูลนี้เกิดขึ้นมาคู่กับโลกนี้ก็ว่าได้
การยึดติดในวัตถุความหลงในสิ่งต่างๆที่เป็นการมอมเมาก็ยิ่งมากขึ้น ยิ่งในยุคปัจจุบันปัญหายิ่งรุนแรงมากขึ้น
เพราะการสื่อสารดี
การเผยแพร่สิ่งมอมเมาสิ่งที่จะกระตุ้นกิเลสให้เกิดขึ้นก็ง่ายขึ้นกว่าในยุคก่อน
สังเกตว่าไม่ว่ายุคไหนตั้งแต่ก่อนยุคพุทธกาลนับหมื่นๆปีจนถึงปัจจุบัน กิเลส 3 ตัวก็ยังคงอยู่เหมือนเดิมแต่เปลี่ยนรูปแบบไป ความทันสมัยหรือล้าสมัยก็เป็นเพียงเรื่องของความคิดในทางเทคโนโลยีและแฟชั่น
แต่กิเลส ๓ ตระกูลไม่เคยล้าสมัยและยังพัฒนาไปตามยุคสมัยอีกด้วย
ฉะนั้นธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธสอนเพื่อกำจัดกิเลส ๓
ตระกูลนี้ก็ยังใช้ได้อยู่ตลอดเวลา
คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
หลักธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้และสอนทั้งมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย[9]เพื่อใช้ในการดำเนินชีวิตก็เพื่อกำจัดกิเลส
3 ตระกูลนี้ คือ อริยสัจ ๔
อริยสัจ ๔ แปลว่า ความจริงอันประเสริฐ ความจริงของพระอริยะ หรือความจริงที่ทำให้ผู้เข้าถึงกลายเป็นอริยะ
มีอยู่สี่ประการ ได้แก่[10]
๑. ทุกข์
คือ สภาพที่ทนได้ยาก ภาวะที่ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ สภาพที่บีบคั้น ได้แก่ ชาติ
(การเกิด) ชรา (การแก่ การเก่า) มรณะ (การตาย การสลายไป การสูญสิ้น) การประสบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก
การพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก การปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่สมหวังในสิ่งนั้น กล่าวโดยย่อ
ทุกข์ก็คืออุปาทานขันธ์ หรือขันธ์ 5
๒. ทุกขสมุทัย
คือ สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ได้แก่ ตัณหา 3 คือ กามตัณหา-ความทะยานอยากในกาม ความอยากได้ทางกามารมณ์, ภวตัณหา-ความทะยานอยากในภพ ความอยากเป็นโน่นเป็นนี่ ความอยากที่ประกอบด้วยภวทิฏฐิหรือสัสสตทิฏฐิ
และ วิภวตัณหา-ความทะยานอยากในความปราศจากภพ ความอยากไม่เป็นโน่นเป็นนี่ ความอยากที่ประกอบด้วยวิภวทิฏฐิหรืออุจเฉททิฏฐิ
๓. ทุกขนิโรธ
คือ ความดับทุกข์ ได้แก่ ดับสาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ กล่าวคือ ดับตัณหาทั้ง 3 ได้อย่างสิ้นเชิง
๔. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
คือ แนวปฏิบัติที่นำไปสู่หรือนำไปถึงความดับทุกข์ ได้แก่ มรรคอันมีองค์ประกอบอยู่แปดประการ
คือ 1. สัมมาทิฏฐิ-ความเห็นชอบ 2. สัมมาสังกัปปะ-ความดำริชอบ 3. สัมมาวาจา-เจรจาชอบ
4. สัมมากัมมันตะ-ทำการงานชอบ 5.
สัมมาอาชีวะ-เลี้ยงชีพชอบ 6. สัมมาวายามะ-พยายามชอบ 7. สัมมาสติ-ระลึกชอบ และ 8. สัมมาสมาธิ-ตั้งใจชอบ
ซึ่งรวมเรียกอีกชื่อหนึ่งได้ว่า "มัชฌิมาปฏิปทา" หรือทางสายกลาง
ถ้าศึกษา
อริสัจ๔ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้และเทศสอนกันโดยละเอียดแล้วเป็นคำสอนที่เป็นเหตุเป็นผลและเป็นไปเพื่อกำจัดกิเลสให้สิ้นไป
ซึ่งเราทราบกันดีที่ว่ากิเลสแต่ละยุคสมัยก็เป็นกิเลส ๓ ตระกูลเดียวกัน เพียงแค่เปลี่ยนลักษณะ
เปลี่ยนรูปแบบไปตามยุคสมัยนั้นๆเอง แต่ว่าถ้าศึกษาแบบไม่แตกฉานหรือแค่ศึกษาแล้วคิดแบบนักคิด
ไม่ได้นำไปปฏิบัติเพื่อพิสูจน์ความจริงก็อาจคิดไปว่า ธรรมะนั้นล้าสมัย คร่ำครึ การปฏิบัติคือปฏิบัติตามคำสอนในการดำเนินชีวิตประจำวันและปฏิบัติในการทำสมาธิเพื่อทำให้เกิดยถาภูตญาณทัศนะ
(การรู้เห็นตามความเป็นจริง) แม้ในยุคปัจจุบันที่บางคนคิดว่าเป็นยุคคลื่นลูกที่สี่แล้วก็ตาม
อริยสัจ๔ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ยังใช้ได้เป็นอย่างดี แม้แต่เด็กนักเรียน
ชั้นประถมปีที่ ๓ เขียนการบ้านส่งคุณครูในเรื่องทำอย่างไรไม่ให้ภาชนะหล่น โดยใช้
อริยสัจ๔ เป็นวิธีแก้ ก็สร้างความฮือฮาและกลายเป็นกระแสสังคมในด้านดีเมื่อชาวโซเชียลเน็ตเวิร์คต่างยอมรับกับการเขียน
Mind
Map[11] ของด.ช.ยศพัทธ์ บุตรแสน ซึ่งเป็นนักเรียนของโรงเรียนทอสี
ซึ่งเป็นโรงเรียนวิถีพุทธที่มีชื่อเสียง ซึ่งภาพดังกล่าวถูกต่อกันไปในวงกว้าง
ตามหลักฐานข้อมูลและเหตุผลในความเห็นของผู้เขียนสรุปได้ว่า
ธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็น อกาลิโก คือไม่ขึ้นกับเวลา
เหนือกว่าคำว่าทันสมัย หรือล้าสมัย เพราะกาลเวลาไม่ได้ทำให้คุณค่าและการใช้งานเปลี่ยนไป
น่าจะเรียกว่าพ้นสมัยหรือไร้กาลเวลามากกว่า
[2] Keyword (คีย์เวิร์ด) ความหมาย Keyword ในภาษาของเครื่องคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต คือ คำหรือข้อความที่ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตพิมพ์ลงไปเพื่อใช้
ในการค้นหาเว็บไซต์ หรือข้อมูลต่างๆ นั่นเอง
[3]พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ http://www.84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=%A1%D4%E0%C5%CA&detail=on#find6

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น